พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย วันศุกร์ที่ 22 กรกฎาคม 2559 เวลา 20.15 น.

รายการคืนความสุขให้คนในชาติ 22 กรกฎาคม 2559 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ”  ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย วันศุกร์ที่ 22 กรกฎาคม 2559 เวลา 20.15 น.
สวัสดีครับ พ่อแม่พี่น้องชาวไทยที่รักทุกท่าน เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร วันที่ 28 กรกฎาคม 2559 ปีนี้  ทรงมีพระชนมายุ 64 พรรษา ผมขอเชิญชวนพสกนิกรชาวไทย ทุกหมู่เหล่า ร่วมกันถวายพระพรชัยมงคล ขอให้พระองค์ทรงพระเจริญ และขอให้ร่วมกันแสดงพลังแห่งความจงรักภักดี แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ ทุกพระองค์ ด้วยการ “ทำความดี” ทำได้ทุกวัน ในห้วงเข้าพรรษา และตลอดปีมหามงคลนี้ ด้วยการคิดดี พูดดี ทำดี เริ่มได้ที่ “ใจ และ จิตสำนึก” ขออวยพรให้ทีมนักกีฬาไทย ที่จะเดินทางไปแข่งขันโอลิมปิคเกมครั้งที่31 ณ ประเทศบราซิล ให้ประสบความสำเร็จและปลอดภัยทุกคน ขอแสดงความยินดีกับทีมหุ่นยนต์ iRAP ROBOT และ   iSMILE       ของคณะนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือที่ได้รับรางวัล   “ชนะเลิศ”ในการแข่งขันหุ่นยนต์กู้ภัยระดับโลก หรือ World RoboCup Rescue 2016 ณ เมืองไลพ์ซิกประเทศเยอรมัน ได้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย เป็นแชมป์โลกสมัยที่ 8 โดยได้รับรางวัลนวัตกรรมสมรรถนะการขับเคลื่อนหุ่นยนต์ “ยอดเยี่ยมที่สุด” ในบรรดา 24 ทีม จาก 12 ประเทศทั่วโลก ผมเห็นว่าเยาวชนเหล่านี้ เป็นความหวังของประเทศในอนาคต ทราบว่าหลายคนได้รับแรงบันดาลใจจากรุ่นพี่ๆ ที่เรียนอาชีวศึกษา และประสบความสำเร็จมาก่อน ขอขอบคุณและยินดีกับสถาบันและคณะอาจารย์ด้วย
ตามข่าวในสื่อออนไลน์ เกี่ยวกับนาย คริสโตเฟอร์ เบญจกุล กับร้านเบเกอรี่ 60 plus bakery by Yamazaki & APCDนั้น / ผมมีเกร็ดความรู้ที่น่าสนใจคือ ร้านนี้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาศักยภาพคนพิการเพื่อให้ประกอบอาชีพเลี้ยงดูตนเองได้อย่างมีความสุขในสังคมโดยรัฐบาลได้สนับสนุนการดำเนินงานตามแนวทางประชารัฐแทนที่จะส่งเสริมกิจการเพื่อสังคมสำหรับคนพิการ เพื่อเป็นการสร้างโอกาสการทำงานของคนพิการให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น ตามตัวอย่างคือร้านเบเกอรี่นี้ซึ่งเป็นความร่วมมือกันของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มูลนิธิศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก(APCD) ในพระบรมราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และบริษัทไทยยามาซากิ จำกัดพนักงานของร้านมากกว่า 80% เป็นคนพิการทางด้านร่างกาย “ออทิสติก” และคนพิการทางการได้ยิน ได้ทำงานเป็นทั้งฝ่ายผลิตและฝ่ายขาย โดยทำงานที่ตนถนัดและสมัครใจ และสามารถร่วมงานกันได้อย่างไม่มีปัญหา ดูเค้ามีความสุขกันดีด้วยซ้ำไป สำหรับนายคริสโตเฟอร์ฯ ทำหน้าที่ผู้จัดการร้านฯ เป็นบุคคลที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ทำความดีช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ นานมาแล้ว จนกระทั่งตัวเองต้องประสบอุบัติเหตุ เป็นเหตุให้ต้องนั่งรถเข็นอยู่ 3 ปี แต่เมื่อได้รับการฟื้นฟูร่างกายจนหายเป็นปกติแล้วแล้ว ก็ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค ได้มีความตั้งใจประกอบอาชีพ ที่มีรายได้ที่สุจริต และทำคุณประโยชน์ให้กับสังคมได้เช่นเดียวกับคนทั่วไป
ผมขอชื่นชมการทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีของนายคริสโตเฟอร์ฯ ด้วย ประเทศไทยมีคนพิการ ประมาณ 1.6 ล้านคน โดย7 แสนกว่าคน หรือเกือบร้อยละ 50 จบการศึกษาระดับประถมศึกษาและอยู่ในวัยทำงาน และก็มีเพียง2 แสนกว่าคนเท่านั้น ที่ประกอบอาชีพ มีรายได้นะครับ อีก 4 แสนกว่าคน ไม่ได้ประกอบอาชีพ ดังนั้น ผมขอเชิญชวนภาคธุรกิจเอกชน และทุกภาคส่วนช่วยกันส่งเสริมและเปิดโอกาสให้คนพิการได้เข้าทำงานมากขึ้น ปัจจุบันมีการจ้างงานคนพิการตามกฎหมาย ในอัตราส่วน 1 ต่อ 100 คนแล้ว คิดเป็น 96.7 % ซึ่งถือว่าอยู่ในสัดส่วนที่ดีขึ้น และมีการใช้มาตรการทางภาษี ช่วยเหลือกับสถานผู้ประกอบการที่สามารถจ้างคนพิการด้วย รัฐบาลนี้มุ่งมั่นตั้งใจให้คนพิการทุกประเภท ได้ออกสู่สังคม สามารถแสดงศักยภาพ มีความสามารถในการทำงานเพื่อให้สังคมได้รับรู้ ยอมรับ และเข้าใจ ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.ควบคุมการขอทาน พ.ศ. 2559 ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 28 กรกฎาคมนี้ โดยได้กำหนดให้ “ผู้แสดงความ สามารถ” ไม่เป็นผู้มีความผิดตามกฎหมาย เนื่องจากมีคนพิการจำนวนหนึ่ง ที่มีขีดความสามารถในการแสดง ร้องเพลง เล่นดนตรี เหล่านี้
นอกจากนี้ รัฐบาลโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้จัดให้มีโครงการ From Street to Stars หรือ S2S สนับสนุนให้บุคคลเหล่านั้นได้เป็นนักร้องอาชีพ   ผมก็อยากให้สังคมได้เปลี่ยนมุมมองต่อคนพิการว่า เขาไม่เป็นเพียง “ผู้รับ” เท่านั้นเขาเหล่านั้น สามารถเป็น “ผู้ให้” ได้ด้วย ซึ่งก็จะสร้างความสุขให้กับทุกคนได้เช่นกัน เช่นการมอบเสียงเพลง เป็นต้น หลายคนอาจจะทำงานที่สถานประกอบการก็ได้ หรือทำงานที่บ้านก็ได้โดยใช้ระบบไอทีให้เกิดประโยชน์สูงสุด
สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเดินทางเข้าร่วมการประชุมเอเชีย – ยุโรป (Asia – Europe Meeting : ASEM)ครั้งที่ 11 ณ กรุงอูลานบาตอร์ ประเทศมองโกเลีย ทั้งนี้ จากการประชุมฯ คณะผู้นำประเทศ ก็ได้สรุปผลการหารือกัน เป็น “แถลงการณ์” เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นของประเทศสมาชิก ASEM ในการที่จะส่งเสริมความร่วมมือระหว่างเอเชีย-ยุโรปในด้านต่าง ๆ ที่มีความสำคัญต่อโลก ต่อมวลมนุษยชาติ อาทิเช่น การพัฒนาอย่างยั่งยืน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การส่งเสริมความเชื่อมโยง การรักษาความมั่นคงทางทะเลซึ่งมีความผูกมัด และเชื่อมโยง โดยทุกประเทศสมาชิกนั้นจะต้องเข้าสู่จุดมุ่งหมายอันเดียวกัน ตาม “วิสัยทัศน์ในทศวรรษที่ 3” ประกอบด้วย (1) การเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่ความเป็นหุ้นส่วน (2) การส่งเสริมความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม (3) การส่งเสริมความเชื่อมโยง และ (4) การปรับปรุงกระบวนการทำงานของ ASEM ภายใต้บริบทของ “โลกไร้พรมแดน” ด้วยเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคมในปัจจุบัน ที่จะทำให้เอเชียและยุโรปมีความใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น ทุกปัญหาปัจจุบันนั้นมีผลกระทบในมิติข้ามชาติมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นทุกประเทศต้องร่วมมือกัน ในลักษณะ“หนึ่งโลก หนึ่งจุดหมาย” ก็คือ ความสงบสันติและมีการพัฒนาที่ยั่งยืนร่วมกัน เราจะต้องดึง “จุดแข็ง” ของกันและกัน เอามาเติมให้เต็ม เพื่อสร้างความเจริญร่วมกัน อย่างยั่งยืน เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เช่น เอเชียมีจุดแข็ง ก็คือเศรษฐกิจและตลาดที่มีขนาดใหญ่ มีทรัพยากร ธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ขณะที่ยุโรปมีจุดแข็ง คือความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีนวัตกรรม และความเข้มแข็งของระบบสวัสดิการสังคม
ทั้งนี้ ผมได้เสนอ “การเชื่อมโยง ASEM”ไว้ 4 ประการ ได้แก่
(1) การเชื่อมโยงเพื่อร่วมกันรับมือกับความท้าทายต่างๆ และภัยพิบัติ เน้นการแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดเทคโนโลยี งานวิจัย องค์ความรู้ และสร้างนวัตกรรม ที่สนับสนุนการเพิ่มผลผลิต เพิ่มมูลค่า และส่งเสริมกิจกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
(2) การเชื่อมโยงประชาชนสู่ประชาชน ด้วยการไปมาหาสู่กัน ในทุกระดับนะครับ มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม การศึกษา การท่องเที่ยว เพื่อเกิดความใกล้ชิดเข้าอกเข้าใจกัน    อันจะนำมาสู่ความมั่นคงของมนุษย์ ในอนาคต
(3) การเชื่อมโยงเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน จะต้องสอดคล้องกับวาระการพัฒนาอย่างยั่งยืน 2030 ของสหประชาชาติ ซึ่งจะต้องเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ควบคู่กับการพัฒนา และก็ไทยเองในฐานะประธานกลุ่มจี 77 ในวาระปี ค.ศ. 2016 นั้นผมได้นำเสนอหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ให้เป็นทางเลือกหนึ่งในการพัฒนา เพื่อให้เอเชียและยุโรปร่วมมือกันบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ไตรภาคี อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
และ (4) การเชื่อมโยงเพื่อความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ โดยรื้อฟื้นการจัดประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสและรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจของ ASEM เพื่อหารือความเป็นไปได้ของ   “เขตการค้าเสรีเอเชีย-ยุโรป” อันจะนำไปสู่การค้า การลงทุน และความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่พึ่งพากัน ส่งเสริมกันได้ในอนาคต
นอกจากนั้น ผมได้เสนอหลักการ “3 M” อันได้แก่ (1) ความไว้เนื้อเชื่อใจร่วมกัน (Mutual Trust) ลดความหวาดระแวง (2) ความเคารพซึ่งกันและกัน(Mutual Respect) เพราะทุกประเทศล้วนมีศักดิ์ศรีที่เท่าเทียมกัน และ (3) มีผลประโยชน์ร่วมกัน(Mutual Benefit) และต่างตอบแทน ผมก็มุ่งหวังว่าหลักการ“3M” จะเป็นแนวทางการทำงานร่วมกันของ ASEM โดยทุกประเทศจะต้องเคารพกฎกติการะหว่างประเทศ ทั้งนี้เพื่อใช้เป็นบรรทัดฐานในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างกัน
สำหรับความท้าทายที่สำคัญ 2 ประการที่ทั้งเอเชียและยุโรปกำลังเผชิญอยู่ และก็อาจจะมีผลกระทบเชื่อมโยงทั้งในมิติความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม ได้แก่
(1) ปัญหาการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปรกติ โดยเฉพาะที่มีต้นเหตุมาจากสถานการณ์ความไม่สงบในประเทศหรือในแต่ละภูมิภาค ประเทศไทยได้ริเริ่มจัดให้มีการประชุมในเรื่องว่าด้วยการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปรกติในมหาสมุทรอินเดีย จำนวน 2 ครั้ง เพื่อให้ทุกฝ่าย ทุกองค์กร ทุกประเทศที่เกี่ยวข้อง ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา อย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นทาง – กลางทาง – ปลายทาง อันทำให้เกิดการส่งผลกับตัวเลขสถิติ การโยกย้ายถิ่นฐานในมหาสมุทรอินเดียลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
(2) ปัญหาการค้ามนุษย์ที่มีความเชื่อมโยงกับปัญหาการโยกย้ายถิ่นฐาน และความเหลื่อมล้ำจากการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในภูมิภาค ที่ไม่สมดุลอยู่
รัฐบาลไทยได้กำหนดให้การแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์นั้นเป็น“วาระแห่งชาติ” ด้วยกลไกประชารัฐ และก็น้อมนำแนวทางหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการขจัดปัญหานี้ให้หมดไปจากประเทศไทย โดยกำหนดเป็นนโยบาย มาตรการและกฎหมาย เพื่อคุ้มครองและป้องกันกลุ่มเสี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ ทั้งเด็ก สตรี และแรงงานต่างด้าว ที่ทำงานในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะการประมงที่ผิดกฎหมาย (IUU)  นะครับ  ซึ่งจะต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ขอความร่วมมือด้วยทุกหน่วยงานนะครับ กับทุกผู้ประกอบการ และประชาชนด้วย อย่างไรก็ตาม การแก้ไขขจัดปัญหาการค้ามนุษย์นั้น จะเกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้นั้น มันจะต้องประกอบกันทั้งในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค แล้วทั้งนี้ ประเทศไทยก็พร้อมที่จะร่วมมือกับทุก ๆ ประเทศใน  ASEM และในทุกกรอบความร่วมมือ เราจะไม่ผลักภาระให้ประเทศใดประเทศหนึ่งให้ต้องแก้ไขปัญหาเพียงลำพัง     สิ่งสำคัญ ก็คือเราต้องแก้ปัญหาจากต้นเหตุ ด้วยการพัฒนาด้านการศึกษา มีการยกระดับคุณภาพชีวิตลดความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพชีวิตด้านรายได้ พร้อม ๆ กันไปด้วย ขจัดความ   อยุติธรรม บนพื้นฐานด้านมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชน รวมทั้งต้องคำนึงถึงระดับความพร้อมของแต่ละประเทศในการแก้ไขปัญหาด้วย ต้องเสริมซึ่งกันและกัน ถ้าเราสนับสนุนซึ่งกันและกันได้ ด้วยการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เป็นแนวปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ เหมาะสมกับแต่ละประเทศมันก็จะเกิดผลเป็นรูปธรรม และเราก็สามารถเริ่มได้ทันที ปัจจุบันนั้นมีหลายเรื่องที่รัฐบาลกำลังดำเนินการ ในการที่จะวางรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืน ของประเทศ
ในอนาคต ผมขอให้พี่น้องประชาชน ติดตามข่าวสาร ทำความเข้าใจ เพื่อให้เกิดความร่วมมือ ที่ดี อาทิเช่น
(1) การจัดระเบียบการถือครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ผ่านมานั้นได้มีการแจกจ่ายไปยังพี่น้องเกษตรกรผู้ยากไร้ ด้วยเจตนาดี แต่ด้วยผลการปฏิบัติที่อาจจะมีสิ่งที่ไม่ถูกต้องอยู่บ้าง อันประกอบไปด้วยการทุจริตของเจ้าหน้าที่บางราย หรือด้วยเหตุใดก็ตาม ทำให้เกิดมีการขายสิทธิ์ต่อ แล้วเปลี่ยนชื่อผู้ใช้ประโยชน์ที่ดิน ส.ป.ก แล้วก็ใช้ประโยชน์ ที่ไม่ตรงตามต้องการ ตามวัตถุประสงค์ ก็จำเป็นต้องเข้ามาบริหารจัดการใหม่ ให้ถูกต้อง โดยได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการ ประกอบด้วย ผู้ดำรงตำแหน่งปฏิรูปที่ดินจังหวัด นิติกร นายช่างสำรวจ นายช่างโยธา วิศวกรสำรวจ วิศวกรโยธา ในพื้นที่เป้าหมาย ได้เข้ามาดำเนินการร่วมกัน ก่อนที่จะจัดรูปแบบการบริหารจัดการใหม่ ให้มีประสิทธิภาพนะครับ และแก้ปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน ปัญหาจะได้ไม่ย้อนกลับมาอีกเหมือนเดิมไมได้แล้ว
(2) การลงทะเบียนในระบบ “พร้อมเพย์” เป็นทางเลือกให้ประชาชนใช้บริการโอนเงิน ไม่ได้บังครับใคร เพียงแต่อยากให้มีความสะดวกขึ้น แล้วก็เสียค่าบริการถูกลง ส่วนใหญ่ก็เป็นเงินที่ไม่มากนักอยู่แล้ว ภาครัฐก็จะใช้เป็นช่องทางที่จะหาทางคืนเงินภาษีบ้าง จ่ายเงินสวัสดิการต่างๆ บ้าง ซึ่งเราก็ใช้กับ ส่วนใหญ่ก็มุ่งหวังให้กับคนที่มีรายได้น้อย จะรวดเร็วกว่าเดิม และเชื่อถือได้ มีช่อง ทางรับโอนเงินแบบเดิม ซึ่งก็มีอยู่แล้วล่ะก็ยังใช้การได้ตามปกติ ก็แล้วแต่ท่านจะเลือก อะไรก็แล้วแต่ ทั้งนี้อย่าไปเป็นห่วงว่าข้อมูลส่วนบุคคลของพี่น้องประชาชนนั้นจะรั่วไหลอะไรต่าง ๆ หมายเลข 13 ตัวก็มีแค่ตัวตนเท่านั้นเอง จะได้รับการคุ้มครอง ตาม พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจสถาบันการเงิน และก็จะได้รับการตรวจสอบความถูกต้องโดยธนาคารแห่งประเทศไทย อาจเป็นสิ่งใหม่สำหรับบางคน เหมือนบัตร ATM ที่ช่วงแรกที่ถูกนำมาใช้ แล้วก็ยังไม่มีความไม่เข้าใจ หวาดระแวง ปัจจุบันแทบทุกคนก็มีบัตร ATM มีคนละหลายใบด้วย ก็ใช้เป็นเรื่องปกติ การเปลี่ยนแปลงที่จะพัฒนาไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ผมก็อยากให้พี่น้องประชาชนได้เปิดใจ ทำความเข้าใจ อย่าไปหลงเชื่อคำบิดเบือน อย่างไรก็ตามเป็นทางเลือกเท่านั้นนะครับ เป็นไปตามความสมัครใจ ใครใช้ก็ได้ ไม่ใช้ก็ได้ แต่ก็เรียนให้ทราบว่าปัจจุบันมีผู้ที่มาลงทะเบียน ขอใช้บริการแล้ว กว่า 9 ล้าน 7 แสนราย  ทั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย Digital Economy ของประเทศ
และ (3) การลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย นะครับ สำหรับผู้ว่างงานหรือผู้มีรายได้ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อปี สัญชาติไทย และอายุ 18 ปีขึ้นไป ในช่วง 15 กรกฎาคม ถึง 15 สิงหาคม   1 เดือน เท่านั้น ณ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และ ธกส. ทุกสาขาทั่วประเทศ ข้อมูลดังกล่าวนั้นจะเชื่อมโยงไปยังฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรของกระทรวงมหาดไทยนะครับ เพื่อประมวลผลข้อมูลผู้มีรายได้น้อย จริงๆ มีการประเมินอยู่แล้ว ทีนี้ถ้าสามารถจะแยกได้โดยเจ้าของเองนะ ก็จะชัดเจนขึ้น จะได้มีการตรวจสอบกับข้อมูลอื่นๆ ได้ด้วย เพื่อเราจะได้สามารถนำไปใช้ในการจัดสวัสดิการสังคมได้ในอนาคต ของเดิมอย่าห่วง ไม่มีการตัดอะไรทั้งสิ้น อย่างน้อยก็เท่าเดิมอยู่ในระยะแรก ต่อก็จะพัฒนาให้มากขึ้นเมื่อเรามีรายได้ของประเทศมากขึ้น โดยโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐนี้ เป็นหนึ่งในการบูรณาการฐานข้อมูลสวัสดิการสังคม ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเรื่องระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ ทั้งนี้ก็เพื่อให้การออกแบบสวัสดิการ มีความเหมาะสม สมเหตุสมผล ไม่ให้มีการใช้งบประมาณแบบ “เหวี่ยงแห” ลงไป หรือประชานิยมในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง จนบางครั้งไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย ไม่ตรงความต้องการที่แท้จริง ทุกพวกก็กลับสู่ที่เดิมหมด ที่ผ่านมาทั้งหมดเป็นอย่างนั้นอยู่ ต้องเปลี่ยนแปลง จะทำให้เราประหยัดงบประมาณลงได้มาก เพื่อจะใช้ได้ถูกต้อง ทำให้ไม่สิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดิน หรือใช้เงินภาษีประชาชน อย่างไม่มีประสิทธิภาพ อย่าไปเชื่อว่าจะเอามาใช้ประโยชน์เพื่อเก็บภาษี เมื่อตัวเลขของการประเมินภาษีหรือรายได้ที่ได้รับ ก็แจ้งเพื่อตัวเองอยู่แล้ว รายได้ไม่ถึงก็ไม่เสียภาษีอยู่แล้ว รัฐบาลจะไปเก็บภาษีจากคนไม่มีรายได้เพียงพอเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว อย่าไปเชื่อเขา มีแต่ว่าถ้ารัฐบาลมีสตางค์มากขึ้น เศรษฐกิจดีขึ้น เป็นไปได้หรือไม่ที่จะหาเงินให้ ใส่ในบัญชีให้ ในขณะที่หลายประเทศเขาก็ทำแบบนี้ เพื่อจะส่งเสริมความเข้มแข็งเป็นรายครอบครัว รายครัวเรือนอะไรทำนองนี้ เพื่อให้เขาสามารถที่จะยกระดับรายได้เขาให้มากขึ้น เพื่อจะไปสู่ฐานภาษีในอนาคต คือมีรายได้เพียงพอนะครับ แล้วก็สูงกว่าเกณฑ์ที่ยกเว้นภาษี ไม่น่าจะดีหรือถ้าเราพ้นจากสถานะเหล่านั้นได้ เราต้องช่วยตัวเอง รัฐบาลก็จะช่วยในสิ่งที่ถูกต้องนะครับ
สิ่งที่เราทำได้ ไม่ได้ประชาสัมพันธ์ หรือโฆษณาชวนเชื่อนะ เพราะฉะนั้นทุกคนต้องเรียนรู้ สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่ง กับประเทศชาติก็คือ คำว่ายุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ผมกล่าวมาหลายครั้งแล้ว ก็ยังมีการบิดเบือนอยู่นะครับ ผมขอทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกครั้ง หลายประเทศนั้นก็มีการทำยุทธศาสตร์ชาติ รอบบ้านเราก็มีทุกประเทศ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศ โดยมีทิศทางที่ชัดเจน ประเทศไทยไม่เคยมีมาก่อนเลย ผมก็ไม่ทราบเพราะเหตุใด วันนี้เรามี “วิสัยทัศน์” ของประเทศเป็นหลักชัย แต่ทั้งนี้ก็จะทำอย่างไรที่จะบรรลุสู่เป้าหมายก็คือ “ความมั่นคง ความมั่งคั่ง และอย่างยั่งยืน” ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีหลักการอยู่แล้วนะครับ ทางวิชาการก็มีอยู่ จำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ชาติ เพื่อจะใช้ในการขับเคลื่อนและปฏิรูปประเทศ ทำอย่างไรให้ประเทศไทย ในอีก 20 ปีข้างหน้านั้นจะเกิดความเป็นธรรมในสังคม และลดความเหลื่อมล้ำได้ทุกมิติ มีระบบเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง มีเศรษฐกิจดิจิทัล ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมได้รับการดูแล การพัฒนาทั้งในภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ มีความเข้มแข็ง แล้วก็ประชาชนมีรายได้สูงขึ้น เพียงพอ มีคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนดีขึ้น ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตที่มีขีดความสามารถในการแข่งขัน ในเวทีระดับโลก โดย จะต้องมีการการบริหารจัดการภาครัฐนะครับ ที่เป็นระบบแบบบูรณาการ แล้วก็การให้บริหารภาครัฐ ที่มีธรรมาภิบาล เน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน รองรับการพัฒนาอย่างมั่นคงและยั่งยืน เพื่อจะรองรับการพัฒนาอย่างมั่นคงและยั่งยืน แล้วก็ให้มีทรัพยากรมนุษย์ที่มีศักยภาพ คนไทยนั้นจะต้องรักการศึกษาเพื่อพัฒนาตนเองตลอดชีวิต มีจิตสำนึกในความเป็นไทย โดยยึดมั่นในสถาบันหลักของชาติ อันได้แก่ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี นั้น จะเป็นเพียงกรอบแนวทางกว้าง ๆ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ ในอนาคตซึ่งจะ ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ 6 ด้าน ยุทธศาสตร์ คือสิ่งที่เขียนไว้กว้าง ๆ แต่จะทำหรือไม่ทำก็เป็นเรื่องของฝ่ายบริหาร ได้แก่ 1) ด้านความมั่นคง 2) ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน 3) ด้านการสร้างโอกาสความเสมอภาคและเท่าเทียมกันทางสังคม 4) การสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 5) ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ และ 6) ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาในทุกด้าน ที่ผมกล่าวมาแล้วนั้น
อย่างไรก็ตามต้องอาศัยปัจจัยสู่ความสำเร็จ 3 ประการด้วยคือ 1) ต้องมีการวางระบบและกฎหมายรองรับ 2) ต้องสร้างกลไกสู่การปฏิบัติ ที่สอดคล้องกัน และ 3) ต้องได้รับการยอมรับ จากทุกภาคส่วนในสังคม ร่วมมือกันนะครับ เพราะประเทศชาติเป็นของเราทุกคน ทั้งเกือบ 70 ล้านคนในปัจจุบันนะครับ โดยสรุปแล้วยุทธศาสตร์ชาติไม่ได้ไปบังคับใด ๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่ ขอให้ทุกรัฐบาล ให้ความสำคัญอย่างจริงจัง ให้เป็นไปตาม แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่เราทำทุก 5 ปี อยู่แล้ว คราวนี้กำลังจะก้าวเข้าไปสู่ปี 60 นี่ ในส่วนของแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ แผนที่ 12 ของสภาพัฒน์ฯ แล้วก็แผนการปฏิรูป ที่ทาง สปท. ได้ทำไว้ล่วงหน้า ทั้ง 2 คณะที่ผ่านมานั้นแหละ ก็จะเดินหน้าไปตามนี้ แต่จะทำหรือไม่ทำ ทุกรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ก็พิจารณาว่าจะทำ หรือไม่ทำ ประชาชนก็ต้องดูศึกษา ดูว่าทำแล้ว ดีหรือไม่ดี ไม่ได้ทำแล้วไม่ดียังไง ไปว่าเอาเอง รัฐบาลนี้ก็พยายามจะทำเป็นแนวทางระยะแรกไว้ ในช่วงปฏิรูประยะที่ 1 นี้เท่านั้นเองนะครับ อันนี้ก็ฝากไว้ด้วยอย่าให้ใครมาบิดเบือน ว่าผมจะไปยึดอำนาจ ครองอำนาจไว้ อะไรยาวนาน ไม่ใช่ เป็นอำนาจของประชาชนให้ประชาชนมีอำนาจอย่างแท้จริง ในการที่จะกำกับดูแลการทำงานของฝ่ายบริหารบ้าง ไม่ใช่ อะไรที่ผ่านมาก็มีปัญหามาตลอดนะ
ผมขอยืนยันว่า ทุกความเข้าใจ ทุกความร่วมมือของพี่น้องประชาชน หากฟังผมดี ๆ แล้วจะไม่สูญเปล่า จะเป็นก้าวแรกของการเปลี่ยนผ่าน การเปลี่ยนแปลงไปสู่อนาคตที่ดีกว่าที่ผ่านมานั้น รัฐบาลและ คสช. ก็พยายามทำหน้าที่ ให้สมกับที่ได้รับความไว้วางใจ มาเกือบ 2 ปีมาแล้วที่กำลังเข้ามาดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ขอขอบคุณทุกคน ทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง และให้ความร่วมมือ ในช่วงวันหยุดที่ผ่านมานั้น ผมได้ติดตามข่าวสาร แล้วก็จากภาพทางโทรทัศน์บ้าง อะไรบ้างเหล่านี้นะ ตามสื่อ ก็เห็นภาพของประเทศของเรา เต็มไปด้วยความสงบสุข อาจจะมีบางกลุ่มบางคนอยู่บ้าง ซึ่งไม่ยอมยุติอะไรทุกอย่างแม้กระทั่งวาระในการทำบุญ แสดงว่าไม่สนใจอะไรเลย แต่สิ่งที่ผมชื่นชมก็คือว่า คนไทยเกือบ 100% – 90 กว่า% น้อยมากที่ไม่เข้าใจ ผมเห็นภาพการร่วมกันทำบุญ ทำกิจกรรมทางศาสนา ใช้จ่ายในเรื่องของการทำบุญทำกุศลนั้นมากขึ้น แต่ละกิจกรรมมีการเพิ่มขึ้นถึง 20 – 30% เงินก็มาหมุนเวียน ทำให้เศรษฐกิจระดับล่างได้มีการขยับบ้าง ทำให้รู้สึกดีที่คนไทย เมืองไทย พยายามที่จะกลับมามีแต่ความสันติ เหมือนเมื่อก่อน มีการทำบุญทำกุศล ท่องเที่ยวไปมาหาสู่ซึ่งกันและกัน ไม่ทะเลาะแตกแยกกัน ความจริงแล้วนั้นผมคิดว่าคนไทยนั้นไม่ได้มีความแตกแยกกันในจิตใจเลย แต่อาจจะมีความแตกต่างกันทาง “ความคิด” อยู่บ้าง แต่ขณะเดียวกันก็มีคนไม่กี่คน ไม่กี่พวกนะที่ “ยัดเยียด” เอามาให้ เอาสิ่งที่บิดเบือนบ้าง อะไรบ้างนะ เพื่อจะหวังประโยชน์ ด้วยการยัดเยียดเข้ามา ยัดเยียดความคิดเหล่านั้นเข้ามา ทำให้คนนี่แตกแยกเป็นพวก เป็นฝ่ายหมด ผมมองอย่างอื่นไม่ได้ เขาก็หวังเพียงเพื่อประโยชน์ส่วนตน และพวกพ้อง อาจจะไม่ได้คำนึงถึงประเทศชาติ หรือส่วนรวม หรืออนาคตของประเทศ และลูกหลานอย่างแท้จริง ส่วนใหญ่เขาดีอยู่แล้วล่ะ มีไม่ดี ไม่เท่าไรหรอก ก็อย่าให้คนไม่กี่คนทำให้ประเทศชาติไม่สงบ
ผมขอให้ทุกคนมี “สติ” ร่วมกัน “ทำเพื่อชาติ” ลำพังผมเอง รัฐบาล และ คสช. ไม่อาจจะทำสำเร็จได้ เราต้องการความร่วมมือจากทุกคน ด้วยการสาน “พลังประชารัฐ” ช่วยกัน ช่วยกันผ่านวันเวลาที่ยากลำบากของประเทศไทยไปให้ได้พร้อมๆ กัน เราจะต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ขอบคุณครับ / สวัสดีครับ

********************************

ขอบคุณที่มา  www.thaigov.go.th/

Advertisements