พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประชุมรับฟังรายงานความก้าวหน้าและปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานตามนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ทั้ง 5 เขตในจังหวัดเชียงใหม่ และให้แนวทางนโยบายแก่ผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานบุคคล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 225 เขตทั่วประเทศ เมื่อวันเสาร์ที่ 9 กรกฎาคม 2559

ล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประชุมรับฟังรายงานความก้าวหน้าและปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานตามนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ทั้ง 5 เขตในจังหวัดเชียงใหม่ และให้แนวทางนโยบายแก่ผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานบุคคล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 225 เขตทั่วประเทศ เมื่อวันเสาร์ที่ 9กรกฎาคม 2559

ประชุมรับฟังความก้าวหน้าและปัญหาอุปสรรคการดำเนินงานตามนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ของ สพป.เชียงใหม่ 5 เขต ที่โรงแรมเชียงใหม่พลาซ่า

13.30-14.30 น.  รมว.ศึกษาธิการ พร้อมด้วย พ.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, นายประเสริฐ บุญเรือง ผู้ตรวจราชการกระทรวง ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการภาค 15 ได้ประชุมหารือร่วมกับ ผอ.สพป.ในจังหวัดเชียงใหม่ทั้ง 5 เขต รวมทั้งศึกษานิเทศก์ที่เป็น Smart Trainer ตามนโยบายดังกล่าวจำนวน 25 คน

นายทวนทอง ศรีสวัสดิ์ ผอ.สพป.เชียงใหม่ เขต 1 และศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวรายงานถึงการขับเคลื่อนนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ในภาพรวมของจังหวัดเชียงใหม่ว่าทั้ง 5 เขตพื้นที่การศึกษาดังกล่าวมีจำนวนโรงเรียนทั้งสิ้น 686 โรง โดยมีโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ในรุ่นแรกจำนวน 100 โรงเรียน และรุ่น 2 จำนวน 290 โรงเรียน ซึ่งผลการประเมินโครงการในรุ่นที่ 1 พบว่าไม่น่าเป็นห่วง ส่วนรุ่นที่ 2 ซึ่งกำลังดำเนินการในขณะนี้ อาจจะต้องเน้นการประชาสัมพันธ์โครงการให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนโครงการดังกล่าว

จากการดำเนินงานทั้ง 2 รุ่น มีข้อค้นพบที่จะต้องเพิ่มเติมใน 7 ประเด็นสำคัญ ดังนี้

1. ความรู้ความเข้าใจในเป้าหมายของโครงการ

2. ทัศนคติของผู้บริหารและครู

3. กิจกรรมการพัฒนาการคิดขั้นสูงมีน้อย ครูยังไม่ค่อยเข้าใจ

4. ครูยังเป็นศูนย์กลางในการจัดกิจกรรม

5. ครูมีภาระงานนอกจากการสอน เช่น การได้รับมอบหมายไปประชุมอบรมสัมมนา

6. สถานศึกษาในพื้นที่ห่างไกลขาดการนิเทศติดตาม

7. ภาระงานของผู้นิเทศ กำกับ ติดตาม

ยุทธศาสตร์การแก้ปัญหา  ควรมีการจัดตั้งหน่วยจรยุทธ์เข้าสู่พื้นที่เป้าหมาย เพื่อสร้างความตระหนัก ได้ร่วมกันวางแผน พาคิดพาทำ กำกับนิเทศติดตามผล นอกจากนี้ควรจัดประชุมเชิงปฏิบัติการรายโรงเรียน เพื่อขยายผล การสร้าง Smart Trainer ในการดำเนินการติดตามผล ตลอดจนมีการเรียนรู้จากสถานศึกษารุ่นที่ 1 โดยอาจให้ไปศึกษาดูงานในสถานศึกษาที่มีสภาพใกล้เคียง หรือเรียนรู้จากการจัดเทศกาลในโอกาสต่างๆ ซึ่งอาจมีการจัดตั้งกลุ่มไลน์เพื่อแลกเปลี่ยนข่าวสาร รวมทั้งการประชาสัมพันธ์ผ่านเว็บไซต์ของเขตพื้นที่การศึกษา

รมว. ศึกษาธิการ กล่าวว่า ข้อค้นพบทั้ง 7 ข้อถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะส่งผลถึงการสำรวจต่อไปรายโรงเรียนว่า แต่ละแห่งมีปัญหาส่วนใดที่แตกต่างกันอย่างไร ก่อนการวางแผนจัดกิจกรรม โรงเรียนควรพิจารณาว่าสิ่งใดที่ควรจัด (Do)หรือไม่ควรจัด (Don’t) เพราะได้รับรายงานว่าโรงเรียนบางแห่งเลือกใช้กิจกรรมที่ไม่เหมาะสมนัก เช่น กิจกรรมที่นำเอาเหรียญสลึงมาโปรยทาน ซึ่งส่งผลให้โรงเรียนได้รับ Feedback ที่ไม่ดีจากผู้ปกครองและชุมชน สำหรับปัญหาอื่นๆ อาทิ ภาระของครู ซึ่งมีหน่วยงานภายนอกมาขอความร่วมมือให้ไปร่วมกิจกรรมอื่นๆ นั้น ย้ำว่ากระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดเป็นแนวปฏิบัติไว้ชัดเจนแล้วว่าโรงเรียนต้องให้ความสำคัญกับการดำเนินงานตามนโยบายนี้เป็นลำดับแรก หากจำเป็นจะไปร่วมกิจกรรมอื่นๆ จะต้องไม่เกิดผลกระทบกับการจัดกิจกรรม

ทั้งนี้ หลายโรงเรียนยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ในการจัดกิจกรรม 4H จึงขอชี้แจงดังนี้

  • Head – เพื่อพัฒนาทักษะการคิด ให้เด็กคิดวิเคราะห์เป็น ซึ่งร้อยละ 80 เป็นการจัดกิจกรรมที่ใช้สถานการณ์หรือเหตุการณ์สมมุติ โรงเรียนสามารถจัดกิจกรรมนี้ได้โดยไม่ต้องเสียเงิน เพื่อให้เด็กนักเรียนไปคิดหาทางแก้ไขวิเคราะห์และแก้ปัญหาได้

  • Heart – เพื่อให้เด็กเป็นคนดี มีวินัย รู้หน้าที่ มีคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณ

  • Hand – เพื่อให้เด็กเรียนรู้ตามความถนัด ในขณะเดียวกันควรเสริมกิจกรรมอื่นๆ เพื่อให้เด็กได้ค้นพบตัวเอง แต่ที่ผ่านมายังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนกับการทำกิจกรรมส่วนนี้ ซึ่งโรงเรียนจำนวนมากเข้าใจผิดว่าเป็นการสอนให้เด็กใช้มือทำงาน เช่น ศิลปะ ทั้งที่สามารถจัดกิจกรรมอื่นๆ ได้ ทั้งกิจกรรมตามความสนใจของเด็กและกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้เรื่องอื่นๆ เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ให้การอาชีวศึกษาเข้ามาช่วยจัดกิจกรรมในส่วนนี้

  • Health – เพื่อพัฒนาสุขภาพร่างกายของเด็ก

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า จากการรับฟังรายงานและหารือร่วมกัน ทำให้เห็นว่าการจัดกิจกรรมของโรงเรียนส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมโครงการของจังหวัดเชียงใหม่ มีความแข็งแกร่ง เป็นความหวังที่ดีสำหรับเด็กที่จะได้มีเวลาเรียนรู้กิจกรรมต่างๆ ของชีวิตนอกห้องเรียนมากขึ้น


ให้นโยบายผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานบุคคล 225 เขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ในการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารงานบุคคล และกำหนดแนวทางวางแผนอัตรากำลัง 10 ปี สพฐ. ที่โรงแรมดวงตะวัน เชียงใหม่

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีความเข้าใจในปัญหาความต้องการของบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) ซึ่งก็มีภารกิจที่สำคัญต่อการขับเคลื่อนงานตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการมาโดยตลอด แต่ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมามีปัญหาสำคัญอื่นๆ ที่ต้องแก้ไขจำนวนมากตามลำดับความจำเป็นเร่งด่วน โดยเฉพาะปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนเมื่อเทียบกับงบประมาณที่รัฐจัดสรรให้ นอกจากนี้ มีปัญหาด้านการบริหารงานบุคคล ซึ่งเกิดขึ้นจากระบบ ไม่ใช่ตัวบุคคล เพราะมีคนอื่นกำหนดกฎเกณฑ์กติกาต่างๆ ให้เราเดินตามกฎหมาย ในฐานะรัฐมนตรีจึงจำเป็นที่จะต้องมีการปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ ให้ทันสมัยและเหมาะสมมากขึ้น

ทั้งนี้ ฝากให้ช่วยคิดและวางแผนอัตรากำลัง 10 ปีของ สพฐ. ให้เป็น Demand Side ซึ่งต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จต่างก็ได้จัดทำแผนอัตรากำลัง Demand Side ที่ชัดเจน รวมทั้งหลายหน่วยงานของไทยก็มีการวางแผนกำลังคนล่วงหน้าไว้ระยะยาวเช่นกัน อาทิ กองทัพไทย ที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีปริมาณกำลังพลที่เหมาะสมต่อประเทศชาติ เช่น เมื่อขาดกำลังพลช่วงสงคราม ก็มีการขยายรับนักเรียนนายร้อยพิเศษเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาต่อมาเป็นการชั่วคราวเพื่อทดแทนกำลังพลที่ลดลง เป็นต้น

อีกประการสำคัญซึ่งสอดคล้องกับภารกิจของผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานบุคคล คือ การบรรจุ แต่งตั้ง โยกย้าย จึงขอให้ช่วยกันเป็นหูเป็นตา ป้องกันไม่ให้ครูถูกเรียกรับเงินอีกต่อไป นอกจากนี้ ขอให้ช่วยคิดเรื่องการบริหารจัดการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก และการวางแผนผลิตครูทั้งระบบเปิด-ระบบปิด เพราะหากเรามีระบบการคัดสรรครูที่ดี เด็กก็จะได้อานิสงส์ในส่วนนี้ไปด้วย ส่วนเรื่องความต้องการอื่นๆ เช่น สายสะพาย ก็ได้ผลักดันแก้ปัญหาให้เหมาะสมแล้ว

อีกประเด็นที่สำคัญ คือ เรื่องการดำเนินการทางวินัย ขณะนี้มีเรื่องและคดีต่างๆ ที่คั่งค้างอยู่เป็นจำนวนมาก จึงขอให้ความสำคัญในเรื่องนี้ รวมทั้งกรณีการแต่งตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงและคณะกรรมการอุทธรณ์ หากเป็นคนเดียวกัน จะทำให้เกิดการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษยืดเยื้อ และใช้ระยะเวลาในการดำเนินการนานมาก โดยเฉพาะหลักฐานการอุทธรณ์ ซึ่งต่อไปผู้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการจะต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วย และการดำเนินการทางวินัยจะต้องไม่เป็นการเกี้ยเซี้ยหรือช่วยเหลือกัน

ที่มา moe.go.th

Advertisements