รายการคืนความสุขให้คนในชาติ 24 มิถุนายน 2559

รายการคืนความสุขให้คนในชาติ 24 มิถุนายน 2559

 

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน 2559 เวลา 20.15 น.

สวัสดีครับ พ่อแม่พี่น้องชาวไทยที่รักทุกท่าน

จากการเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐอินเดียอย่างเป็นทางการ ผมและคณะรัฐมนตรี ได้มีโอกาสสักการะศาสนสถานที่สำคัญของศาสนาพุทธ ที่เรียกว่า “สังเวชนียสถาน  ทั้ง 4 แห่ง  ได้มีโอกาสประกอบพิธีสำคัญ คือการสวดมนต์และเจริญจิตภาวนาใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งเป็นสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า และได้ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี และถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 12 สิงหาคม 2559   ด้วยบทฉันท์เฉลิมพระเกียรติฯ (เรียกว่า สตฺตติวสฺสรชฺชกาลวรทานคาถา/ อ่านว่า สัตตะติวัสสะรัชชะกาละวะระทานะคาถา)

ทั้งนี้ ภายหลังประกอบพิธีสำคัญดังกล่าว ปรากฏว่ามีฝนโปรยปรายลงมา สร้างความชุ่มฉ่ำ ปลาบปลื้ม และประหลาดใจ ในคราวเดียวกันเนื่องจากทราบมาว่า บริเวณนั้นไม่มีฝนตกมานานหลายเดือนแล้ว สำหรับบทฉันท์เฉลิมพระเกียรติฯ ดังกล่าวนั้น  มหาเถรสมาคม เห็นชอบให้ทุกวัดและพุทธศาสนิกชนไทย ทั้งในประเทศและทั่วโลกได้ใช้สวดหลังทำวัตรเย็นหรือหลังสวดมนต์ที่บ้านประจำวัน เพื่อถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2559 – 30 มิ.ย. 2560   พี่น้องประชาชน สามารถดาวน์โหลดบทฉันท์เฉลิมพระเกียรติฯ พร้อมคำแปล ได้จากเว็บไซต์ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  (http://www.onab.go.th/)

ในปัจจุบันนั้นรัฐบาลให้สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ร่วมกับหน่วยราชการ รัฐบาล ร่วมกันจัดถวายในวัดต่าง ๆ มีการถ่ายทอดวิทยุ โทรทัศน์เป็นครั้งคราวนะครับ อีกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องที่น่าชื่นชม เป็นตัวอย่างของเด็กรุ่นใหม่นะครับ  กล้าแสดงออกในสิ่งที่ถูกต้อง โดยเฉพาะ ในเรื่องของ“ความรักชาติ” ที่เรากล่าวแล้วว่า “รักได้ทุกวัน” ไม่นิ่งดูดาย  ก็คือ ด.ช.ประทีป ช่วงชู นักเรียนชั้น ม.1 โรงเรียนอ่างทองปัทมโรจน์วิทยาคม อ.เมือง จ.อ่างทอง    ที่เดินฝ่าสายฝนไม่กลัวเปียก  เพื่อเก็บธงชาติ ที่ปลิวลมมาตกอยู่กลางถนน ยิ่งกว่านั้น คำกล่าวของ ด.ช.ประทีป  ที่น่าประทับใจ ก็คือ “ครูสอนว่าธงชาติเป็นของสูงเพราะแสดงถึงชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ก็ต้องควรอยู่ที่สูง” ขอบคุณครูด้วย  แต่ผมก็ห่วงอุบัติเหตุและสุขภาพของเขาเหมือนกัน เขายังเด็กอยู่

ขอบคุณนายสุริยะ เจริญ  นักเรียนรุ่นพี่ ที่พบเห็นสิ่งดีๆ ในสังคมแล้วถ่ายภาพมาแชร์ในสังคมออนไลน์  เป็นการใช้สื่อโซเชียลที่สร้างสรรค์  เหตุการณ์เหล่านี้อาจจะถือเป็นเรื่องเล็ก ๆ   แต่ผมเห็นว่า  เป็นการแสดงให้เห็นถึงเนื้อแท้ในสังคมไทย ที่เรามีประวัติศาสตร์ของสถาบันหลักมายาวนาน ให้ชนรุ่นหลังซึ่งมีความภาคภูมิใจ อาทิเช่น พระบรมมหาราชวังแห่งเกาะรัตนโกสินทร์ และวัดพระแก้วของเรา  ซึ่งผมเห็นว่าเป็นสัญลักษณ์ แสดงความแน่นแฟ้นของสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ของไทย ในสถานที่เดียวกัน   วันนี้ได้รับความนิยมในการเข้าชมของนักท่องเที่ยว เป็นอันดับ 3 จากพระราชวังทั่วโลก  มีนักท่องเที่ยวเข้าชม 8 ล้านคนต่อปี นอกจากนี้ วัฒนธรรมไทย ที่มีน้ำใจ มีจิตสาธารณะ และมีรอยยิ้มให้แก่กัน  ก็เป็นอีกเอกลักษณ์หนึ่งของชาติของคนไทย ที่เราควรภาคภูมิใจด้วย

อีกบุคคลตัวอย่าง ที่ผมขอเป็นตัวแทนพี่น้องประชาชนชาวไทย ในการแสดงความยินดี ก็คือ คุณมณเฑียร บุญตัน ที่พิการทางสายตาแต่กำเนิด  ในที่ประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ สมัยที่ 9 ได้มีมติ “เห็นชอบ” ให้ดำรงตำแหน่งเป็นคณะกรรมการว่าด้วยสิทธิคนพิการแห่งสหประชาชาติอีกสมัยหนึ่ง (วาระ 4 ปี พ.ศ. 2560 – 2563) ด้วยคะแนนเสียง 102 คะแนน จาก 160 ประเทศ ได้เป็นลำดับที่ 4 จากผู้สมัครเลือกตั้ง 18 คน  แสดงให้เห็นว่า ประเทศสมาชิกสหประชาชาติ ได้ประจักษ์ในศักยภาพ ผลงาน และความมุ่งมั่นในการคุ้มครอง ส่งเสริมสิทธิคนพิการของคุณมณเฑียรฯนะครับ ในประเทศไทย    แม้ร่างกายจะไม่สมบูรณ์ เกิดในครอบครัวชาวนา แต่ไม่ยอมแพ้ชะตาชีวิต ปัจจุบันก็เป็นนายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 เป็นต้นมา  เป็นอดีตสมาชิกวุฒิสภา   เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในปัจจุบัน

ผมขอให้คุณมณเฑียรฯ ได้ปฏิบัติหน้าที่ เพื่อผู้พิการของไทยและของโลก ในเวลาเดียวกันด้วยความภูมิใจในหน้าที่ตำแหน่งที่ได้รับมอบ  รัฐบาลพร้อมจะให้การสนับสนุนบทบาทของนายมณเฑียรฯ ให้สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ต่อไป

ที่ผ่านมาในส่วนของรัฐบาล ได้ผลักดันมาตรการต่าง ๆ และปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ ที่สำคัญได้แก่

(1) การเข้าถึงสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ทั้งทางการเมือง สังคม และวัฒนธรรม อย่างเท่าเทียมกับคนทั่วไป เช่น การลงประชามติ 7 ส.ค.นี้ ก็มีวิธีการพิเศษ เฉพาะสำหรับคนพิการ

(2) การเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมทางกายภาพ การคมนาคม ขนส่ง ข้อมูลข่าวสาร และบริการสาธารณะ เช่น ชุมชนต้นแบบอารยสถาปัตย์ “เกาะเกร็ด”และรถเมล์ชานต่ำ อำนวยความสะดวกแก่คนพิการ ผู้ชราหญิงมีครรภ์และเด็ก เป็นต้น

(3) การยอมรับความเท่าเทียมทางกฎหมาย ความเสมอภาคทางการศึกษา ด้านสุขภาพและการทำงาน เช่น มีศูนย์บริการนักศึกษาพิการ การกำหนดสัดส่วนการจ้างงานคนพิการ ร้อยละ1  การรักษาพยาบาลฟรี และตู้ KIOS แปลภาษามือ ตามสถานที่ราชการ โรงพยาบาล และห้างสรรพสินค้า สำหรับให้บริการผู้พิการทางการได้ยินและการพูด  เหล่านี้เป็นต้น   อีกประการหนึ่งคือ

(4) การขจัดการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อคนพิการ

ทั้งนี้ ผมขอยืนยันว่า ทรัพยากรบุคคล เป็นทรัพยากรที่ทรงคุณค่าที่สุดของประเทศชาติ หากได้รับการส่งเสริมในแนวทางที่ถูกต้อง เหมาะสมแล้ว ก็จะเป็น “พลัง ไม่ใช่ภาระของสังคม”

สิ่งหนึ่งที่จะเป็นการเสริมสร้างศักยภาพให้กับทรัพยากรของมนุษย์ของประเทศชาติ คือ การศึกษาในวันจันทร์ที่ผ่านมานั้น  ได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการผู้นำเพื่อการพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืนหรือ Con-Next-E-D เป็นการขับเคลื่อน ด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ ภายใต้โครงการสานพลังประชารัฐ ผ่านข้อเสนอของคณะกรรมการร่วมภาครัฐ – เอกชน หรือที่เรียกว่า  “คณะทำงานประชารัฐ” นับเป็นครั้งแรกที่เปิดโอกาสให้เอกชน เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างอนาคตของชาติ ด้วยการสนับสนุนในทุกมิติ สำหรับการวางรากฐานด้านการศึกษาของประเทศ   เพราะชาติไทยเป็นของทุกคน เกือบ 70 ล้านคน จะต้องดูแลในเรื่องการศึกษาให้ดีที่สุด

เพราะว่าการศึกษาถือว่าไม่ใช่เป็นภาระหน้าที่แต่เพียงของครู  ผู้ปกครอง  รัฐ เท่านั้น  ภาคเอกชนก็เป็นส่วนหนึ่ง  ซึ่งเป็นทั้งตลาดแรงงาน  ภาคการผลิต ของประเทศก็ควรมีส่วนร่วมรับผิดชอบด้วย   วันนี้ท่านรู้หรือไม่ว่า ประเทศไทยขาดแคลนวิศวกร เพื่อป้อนตลาดแรงงานเทคโนโลยีชั้นสูง กว่า 50%  สำหรับการยกระดับอุตสาหกรรมไทยหรือการไปสู่ “ไทยแลนด์ 4.0”  ขาดจำนวนมาก ดังนั้น ทุกภาคส่วนควรมีส่วนร่วมในการยกระดับ มาตรฐาน และคุณภาพการศึกษาไทยสู่สากลด้วย  ที่ผ่านมาบริษัท– ผู้ประกอบการ ได้ใช้งบประมาณ CSR ซื้อของให้สถานศึกษา แก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้   แต่ไม่มีโอกาสใช้ศักยภาพของภาคเอกชน ในการช่วยพัฒนาภาคการศึกษาของประเทศ

วันนี้ผมยินดี ขอบคุณที่ “โรงเรียน ซึ่งเป็นพื้นที่พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ” จะได้รับการดูแลตามแนวทางประชารัฐ อย่างเป็นรูปธรรม ภาคเอกชนจะเข้ามาเสริมเติมเต็มภาครัฐ ในส่วนที่ขาดตกบกพร่องไม่เพียงพอ  ทั้งนี้ ไม่ได้จำกัดเพียงเอกชน 12 รายเท่านั้นนะครับ ก็ของเชิญชวนเอกชนรายอื่นๆ ที่มีอุดมการณ์ “เพื่อชาติ” เข้าร่วมโครงการได้ตลอดเวลา หลักการที่สำคัญในการทำงานร่วมกัน คือการน้อมนำยุทธศาสตร์พัฒนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” มาเป็นแนวทางดำเนินการ โดยภาคเอกชน มีบทบาทเป็น “ผู้สนับสนุนหลัก” ในการให้คำปรึกษา งบประมาณ และบุคลากรในองค์กร ที่สมัครใจเป็น “ผู้นำรุ่นใหม่” ลงพื้นที่ ปฏิบัติจริง ทำงานร่วมกับผู้บริหารสถานศึกษา มีบทบาทเป็น “เจ้าบ้าน” เป็นผู้แทนโรงเรียน ชุมชน ผู้ปกครอง  ผู้เรียน ที่ต้อง “ระเบิดจากข้างใน” คือ รู้ศักยภาพและความต้องการท้องถิ่นของตนเอง

เป้าหมายของโครงการ ระยะแรก ภายในปีนี้นะครับ 3,342 โรงเรียน และระยะต่อมาภายใน 3 ปี จะขยายให้ครบ 7,424 โรงเรียน ในทุกตำบล ทั่วประเทศ  ภายใต้ยุทธศาสตร์ 10 ด้าน มีกิจกรรมที่สำคัญๆ ได้แก่

(1) การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและการเชื่อมต่อระบบอินเทอร์เน็ตของสถานศึกษา

(2) การพัฒนาหลักสูตรที่เน้นให้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง ดึงศักยภาพของเด็กในการคิดวิเคราะห์ ค้นคว้า ศึกษาด้วยตนเอง และการเรียนรู้ตลอดชีวิต

(3) การพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาและผู้สอน ให้มีทักษะและกระบวนการทำงานที่เป็นเลิศ

(4) การยกระดับทักษะ ความรู้ ความสามารถด้านภาษาอังกฤษ โดยการศึกษาตรง จากเจ้าของภาษา สอดแทรกในรายวิชาต่างๆ

(5) การจัดตั้ง “กองทุนโรงเรียน” ที่เปิดโอกาสให้ผู้ปกครอง ชุมชน เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาและพัฒนาโรงเรียน เป็นต้น

ก้าวต่อไป คือ การยกระดับสถานศึกษาของไทย ให้เป็น “ศูนย์กลางการศึกษาวิจัยเทคโนโลยีแห่งอนาคต” เช่น ไบโอเทคโนโลยี นาโน เทคโนโลยี และหุ่นยนต์ เป็นต้น เพื่อจะสอดคล้องกับความต้องการในการพัฒนาประเทศ สิ่งสำคัญ ที่ต้องไม่ลืม คือ “การสร้างผู้นำรุ่นใหม่ ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” ที่ต้องมีภูมิคุ้มกัน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่ ความรู้คู่คุณธรรม หากเราทุกคนช่วยกันแบบนี้นะครับ  “การพัฒนาทางวัตถุ จะสมดุลกับการพัฒนาทางจิตใจ” เป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน

สำหรับการพัฒนาศักยภาพ จากสิ่งที่เรามีอยู่ ภายในประเทศ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ต่อเศรษฐกิจมหภาค ระดับชาติ ระดับภูมิภาค เช่น การจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทย โดยได้มีการปรับปรุงและพัฒนาศักยภาพท่าอากาศยานอู่ตะเภา ตามที่สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กระทรวงคมนาคมเสนอมา ซึ่งผลจากการศึกษาของมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ สรุปได้ว่าพื้นที่ท่าอากาศยานอู่ตะเภา มีศักยภาพในการพัฒนาเป็น “ศูนย์อุตสาหกรรมอากาศยาน”ครบวงจร ซึ่งจะประกอบไปด้วย

(1) กิจกรรมซ่อมบำรุงอากาศยาน (Maintenance, Repair and Overhaul: MRO) ซึ่งจำเป็นต้องอยู่ในพื้นที่ของท่าอากาศยาน ไม่ต้องเสียเวลาและงบประมาณ ส่งเครื่องบินไปซ่อมในต่างประเทศ เพราะเราพร้อม ทั้งเรื่องการร่วมทุนและนักลงทุนของไทยอยู่แล้วนะครับ จะขยายการซ่อมเครื่องบินไปทุกสายการบินด้วย

(2) คือกิจกรรมผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน (Original Equipment Manufacturing: OEM) ซึ่งจะต้องอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมชายฝั่งตะวันออก ซึ่งมีอยู่หลายที่ด้วยกันนะครับ และที่สำคัญคือ

(3) การยกระดับท่าอากาศยานอู่ตะเภาให้เป็นท่าอากาศยานเชิงพาณิชย์แห่งที่ 3 ของประเทศ นอกเหนือจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานดอนเมือง ด้วยการใช้ประโยชน์สูงสุดตอบสนองต่อภารกิจ 2 ด้านอย่างสมดุล  ภายใต้แนวคิด “One Airport Two Missions” ทั้งภารกิจด้านความมั่นคงและเชิงพาณิชย์

ทั้งนี้ เพื่อให้รองรับโดยการใช้งานสนามบิน ที่มีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง อุตสาหกรรมการบิน ทั้งในประเทศและในภูมิภาค ที่มีแนวโน้มขยายตัวขึ้นทุกวัน  อีกทั้ง จะเป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะได้แสดงถึงศักยภาพ ความพร้อมต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการท่องเที่ยวฝั่งทะเลตะวันออก โดยบูรณาการพัฒนาการท่องเที่ยวหาดทรายชายทะเลสู่การท่องเที่ยวสีเขียว เชื่อมโยงกันไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

โดยแผนการดำเนินงาน มี 3 ระยะ 13 ปี ประกอบไปด้วย การพัฒนาโรงซ่อมอากาศยาน โรงงาน โรงซ่อมเครื่องยนต์ และการเพิ่มศักยภาพในการรองรับผู้โดยสารเป็น 3 ล้านคนต่อปี ภายในปี 2561 และ 5 ล้านคนต่อปี ภายในปี 2563เป็นต้น ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่า เราต้องดำเนินการให้ได้ ตามมาตรฐานสากล เช่น ของ ICAOด้วยนะครับ เราจะปล่อยปละละเลยจนเป็นปัญหาเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้วนะครับ

นอกจากนั้น เราต้อง “คิดให้ครบวงจร และทำคู่ขานกันไป” อีกอย่างน้อย  2 เรื่อง ได้แก่ (1) การพัฒนาระบบรถไฟทางคู่และรถไฟฟ้าความเร็วปานกลาง ถึงสูง ให้รองรับการสัญจรของประชาชน นักท่องเที่ยว และสินค้า ในอนาคตด้วย  ผมให้พิจารณาเพิ่มไปถึง แอร์พอร์ต เรลลิ้งค์  ว่าทำยังไงจะเชื่อมโยงทั้ง 3 สนามบินได้ จะได้มีการเคลื่อนย้ายนักท่องเที่ยว หรือชาวต่างประเทศ หรือแม้แต่คนไทยก็ตามในการเดินทางจากภาคตะวันออกมาภาคกลาง หรือเชื่อมโยงไปยังภาคใต้ ต่อไปในอนาคต

(2) ในส่วนสุดท้ายคือการพัฒนาหลักสูตรและศูนย์การฝึกอบรม เพื่อรองรับอุตสาหกรรมอากาศยาน

ในการลงพื้นที่ เพื่อตรวจราชการใน จ.ระยองเมื่อวันพุธที่ผ่านมา เป็นจังหวัดที่มีรายได้สูงสุดของประเทศ (GDP ต่อหัวเป็นอันดับ1  ประมาณ 1 ล้านบาท/คนต่อปี นอกจากจะไปติดตามความคืบหน้าการพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภา ที่ได้กล่าวไปแล้ว ให้สามารถรองรับการขยายตัวทางการคมนาคมขนส่งในอนาคต จัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก 3 จังหวัด ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา เพื่อสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ตามนโยบายรัฐบาล และสนับสนุนการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

จากนั้นผมได้เดินทางไปพบปะและรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่ อ.บ้านฉาง/ ได้ชมนิทรรศการความร่วมมือของสมาคม บริษัท  ห้างร้าน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  และหน่วยราชการ ตามแนวทาง “ประชารัฐ” และการช่วยเหลือสังคมตามแนวคิด “วิสาหกิจชุมชน (Social Enterprise)”/ ในลักษณะ “สมาคมเพื่อนชุมชน” เพื่อสนับสนุนชาวบ้านในพื้นที่ให้มีอาชีพ สร้างรายได้ เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน เช่น “ธรรมศาสตร์โมเดล” ช่วยยกระดับผลิตภัณฑ์ข้าว Rice berry ของชาวเกาะกก รวมทั้ง การถ่ายทอดความรู้การบริหารธุรกิจสมัยใหม่ โดยที่มีการลงไปทำงานร่วมกับชุมชน เพื่อจะต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้เกิดความยั่งยืนต่อไป

ผมได้แนะนำให้สร้างมูลค่าเพิ่ม โดย  การให้มีการออกแบบแพคเกจ ให้สวยงาม ทันสมัยเพื่อให้น่าสนใจ ทุกอย่าง มีรสชาติอร่อยเหมือนเดิม หรือดีกว่าเดิม เพิ่มด้วยการสร้างเรื่องราวให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ ที่เราเรียกว่าสร้าง สตอรี่  เช่น “อาหารไทย” ที่ได้รับความนิยมอันดับต้น ๆ ของโลก ผัดไทย ต้มยำกุ้ง แกงเขียวหวาน ส้มตำ ถ้าเราสามารถสร้างเรื่องราว สร้างความน่าสนใจ ในเรื่องสูตรอาหารที่มีมาตรฐาน เครื่องเทศ เครื่องปรุง ผลประโยชน์ทางสุขภาพ ทั้งที่มาและวิธีการ เราก็สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ร้านค้า วัตถุดิบในประเทศ ตลอดจนเสริมการท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดีนะครับ

อีกโครงการหนึ่งที่ผมเห็นว่ามีความสำคัญก็คือ โครงการปลูกปะการังเขากวาง บนแปลงท่อ PVC ซึ่งจะใช้เป็นฐานยึดกิ่งปะการัง เลียนแบบลักษณะธรรมชาติ ทั้งนี้ เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเล ที่ถูกทำลายด้วยการทำประมงแบบผิดกฎหมาย ทั้งระเบิดปลา ใช้เครื่องมือหาปลาที่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติพื้นที่ชายฝั่งทะเล รวมทั้ง การฟองขาวของปะการังจากภาวะโลกร้อน เป็นต้น ผมได้รับรายงานว่า มีผลงานวิจัยอื่น ๆ อีก อย่างน้อย 2 ผลงาน ที่น่าจะนำมาขยายผลให้ทุกคนทราบ ก็คือการเพาะขยายพันธุ์ปะการัง แบบอาศัยเพศ ภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี  และการขยายพันธุ์ปะการังเขากวางแบบย้ายปลูก ด้วยอุปกรณ์เรือนแหวน ซึ่งเป็นผลงานวิจัยรางวัลชนะเลิศระดับมัธยมศึกษา ในการประชุมวิชาการด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ปี 2558 โดย สสวท.  ขอให้หน่วยงาน องค์กรที่เกี่ยวข้อง ได้พิจารณานำไปขยายผลด้วยนะครับ

สำหรับต่อไปคือการเยี่ยมชมโครงการก่อสร้างป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งซึ่งเป็นแนวกำแพงดินคอนกรีตเสริมเหล็ก บริเวณหาดพยูนและหาดน้ำริน  เพื่อช่วยป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ช่วยแก้ไขปัญหาและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศวิทยา และลดความเสียหายต่อแหล่งท่องเที่ยว แหล่งประมงพื้นบ้าน อันเป็นแหล่งสร้างงาน สร้างรายได้ ให้กับชุมชน ดังนั้นเมื่อชุมชนขอรับการสนับสนุนในประเภทเหล่านี้ รัฐบาลก็จำเป็นต้องสนับสนุนให้ อยากให้ทุกอย่างนั้นเป็น “การระเบิดจากภายใน จากข้างในตัวตนของตนเอง ของท้องถิ่น ทั้งนี้เราจะได้แก้ปัญหาได้ถูกจุด สนับสนุนได้ตรงอย่างที่เขาต้องการ จะเกิดประโยชน์ต่อชุมชนอย่างแท้จริง โครงการลักษณะเช่นนี้ รัฐบาลก็สนับสนุนงบประมาณตั้งแต่ ปี 2557 และวันนี้ก็สำเร็จแล้วในระยะที่ 1  ก็มีอีก 2-3 พื้นที่ จริง ๆ แล้วมีทั้งประเทศนั่นหลายพื้นที่ ที่ผ่านมาอาจจะไม่ให้ความสำคัญเรื่องนี้มากนัก รัฐบาลนี้ให้ความสนใจ ก็จำเป็นต้องวางแผนการตามห้วงระยะเวลา จัดหางบประมาณ ซึ่งอาจจะต้องใช้งบประมาณมากพอสมควร

สุดท้ายนี้ อีกความสำเร็จหนึ่งของประเทศ ที่อยากจะถ่ายทอดให้พี่น้องประชาชน ได้ภาคภูมิร่วมกัน เพราะเป็นงานที่เกิดจากความร่วมมือกันของทุกฝ่าย โดยองค์กรเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ ที่สำคัญ  4 องค์กร ได้แก่ องค์การอนามัยโลก (WHO) โครงการโรคเอดส์แห่งสหประชาชาติ (UNAIDS) องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) และศูนย์ความร่วมมือไทย – สหรัฐ ด้านสาธารณสุข (Thailand MOPH – U.S. CDC Collaboration: TUC) ได้มาพบผม เพื่อแสดงความยินดีในโอกาสที่ประเทศไทยของเรา ได้รับมอบ “เกียรติบัตร” จากองค์การอนามัยโลก ในการบรรลุตามเป้าหมายองค์การอนามัยโลกในเรื่องของการยุติการถ่ายทอดเชื้อ เอช ไอ วีและซิฟิลิส จากแม่สู่ลูกต่ำกว่าร้อยละ 2 เป็นประเทศแรกของเอเชียและเป็นประเทศที่ 2 ของโลก

โดยเฉพาะพระมหากรุณาธิคุณจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ต่อแม่และเด็กที่ติดเชื้อ เอช ไอ วี กองทุนที่ทรงจัดตั้งยังคงดำเนินการถึงปัจจุบัน เพื่อช่วยเหลือทั้งคนไทยและแรงงานต่างชาติ ทั้งนี้ ไทยพร้อมที่จะร่วมมือกับองค์กรต่าง ๆ ในการพัฒนาองค์ความรู้และการพัฒนาเพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลาง ในการแลกเปลี่ยนทักษะและประสบการณ์และการดำเนินงานด้านเอดส์ในมิติต่าง ๆ อีกด้วย กระทรวงสาธารณสุข ได้ตั้งเป้าหมายการยุติปัญหาเอดส์ (Ending AIDS) ภายในปี 2573 โดยไทยจะต้องเป็นประเทศต้นแบบในความสำเร็จในงานด้านสาธารณสุข  ซึ่งจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือ การสนับสนุน ทั้งด้านเทคนิค วิชาการ จากองค์กรต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะให้ไทยบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ในเรื่องเอดส์ ทั้งลดการติดเชื้อเอดส์รายใหม่ ลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคเอดส์ และลดการตีตรา (stigmatize) และการเลือกปฏิบัติอันเนื่องมาจากสถานะการติดเชื้อเอชไอวี

รัฐบาลไทยมีความมุ่งมั่นและเจตนารมณ์ทางการเมืองอย่างชัดเจน ที่กำหนดงานด้านสาธารสุข การอนามัยและการควบคุมโรค ถูกบรรจุไว้ในกรอบแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี อีกด้วย ภายใต้แนวทางการแก้ปัญหาอย่างครอบคลุมและรอบด้าน ตั้งแต่การแก้ปัญหาจากต้นเหตุ กลางทาง และปลายทาง ที่มีการบังคับใช้กฎหมายและการสร้างจิตสำนึกในสังคมด้วย

ทั้งนี้ จิตสำนึกนั้นมีความสำคัญ จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก เพราะฉะนั้นอยู่ในตัวทุกคนอยู่แล้ว อย่าลืมว่าสร้างกันไม่ได้ง่าย ๆ แต่มีอยู่ในตัวคนทุกคน ขอให้นำมาใช้ เพราะจะเป็นรากฐานในทุก ๆ เรื่อง แม้เราจะสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้สำเร็จ ก็จะเป็นเพียงการพัฒนาทางกายภาพ ทางวัตถุ ถ้าเราไม่สามารถพัฒนาด้านจิตใจ ปลูกจิตสำนึก ให้สำเร็จควบคู่ไปด้วยกันแล้ว การพัฒนาต่าง ๆ ก็จะไม่มีความยั่งยืน ก็ฝากกันดูแลสร้างตั้งแต่เด็กเล็กด้วย ให้ทุกคนมีคุณธรรมมีจิตสำนึก มีการเผื่อแผ่ แบ่งปัน มีความกตัญญู เคารพในชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อันนี้เป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนจำเป็นต้องมีในเวลานี้ และต่อ ๆ ไปอีกในอนาคตอย่างยั่งยืน

ขอบคุณครับ สวัสดีครับ

ที่มา http://www.thaigov.go.th/

Advertisements