นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย ม.ล.ปริยดา ดิศกุล ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ตรวจเยี่ยมการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาครูแกนนำด้านการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ (Boot Camp) เมื่อวันเสาร์ที่ 26 มีนาคม 2559 ที่โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ซิตี้ จอมเทียน อ.สัตหีบ

ที่โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ซิตี้ จอมเทียน อ.สัตหีบ

รมช.ศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงการตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ว่า เป็นการติดตามและประเมินผลการอบรม Boot Camp ที่จัดอบรมให้กับครูไทยที่สอนภาษาอังกฤษจำนวน 350 คน ซึ่งเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่มีการฝึกอบรมครูอย่างเข้มข้นแบบนี้

จากการรับฟังการรายงานของวิทยากรชาวต่างชาติและความคิดเห็นของตัวแทนผู้เข้ารับการอบรม ทำให้ได้เรียนรู้หลายประการ โดยสิ่งที่ครูไทยได้รับจากการฝึกอบรมและตรงกับสิ่งที่กระทรวงศึกษาธิการคิดไว้ คือ การที่ครูไทยมีความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษ ได้เรียนรู้วิธีการสอนใหม่ ๆ และมีการทดลองฝึกสอนจริง ๆ รวมทั้งมีความต้องการที่จะนำความรู้ที่ได้รับจากการอบรมไปใช้ในสถานการณ์จริงอย่างเต็มที่

ครูเหล่านี้ต้องเสียสละเวลา 5-6 สัปดาห์ ในการทิ้งลูกและครอบครัวไว้เบื้องหลัง เพื่อมาเข้ารับการอบรมในครั้งนี้ แต่ในขณะนี้ผู้เข้ารับการอบรมก็รู้สึกว่าสิ่งที่ได้รับจากการอบรมนั้นคุ้มค่ากับชีวิตของพวกเขา และมีความรู้สึกว่าจะตกขบวนหากไม่ได้ร่วมการอบรมในครั้งนี้

สำหรับวิทยากรชาวต่างชาตินั้น ได้แนะนำการดำเนินงานในประเด็นต่าง ๆ เช่น ควรมีระบบการติดตามผู้เข้ารับการอบรมภายหลังเสร็จสิ้นการอบรม ด้วยการให้วิทยากรชาวต่างชาติติดตามไปดูวิธีการสอนในชีวิตจริง เพราะการฝึกสอนใน Boot Camp นี้เป็นการฝึกสอนครูด้วยกันเอง ในขณะที่สถานการณ์จริงในชีวิตจะเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง อีกทั้งต้องสร้างระบบที่จะทำให้คนเหล่านี้เป็นที่ยอมรับ เนื่องจากมีข้อกังวลว่าครูไทยที่จะต้องเป็นผู้ฝึกอบรมให้กับครูภาษาอังกฤษที่เป็นรุ่นพี่และรุ่นน้องจะเป็นที่ยอมรับหรือไม่ จึงต้องเสริมสร้างความมั่นใจ และต้องมีระบบที่ตอบแทนครูเหล่านี้อย่างดีด้วย เนื่องจากครูเหล่านี้เสียสละอุทิศตนเองแล้ว จึงต้องมีโอกาสนำความรู้กลับไปสานงานต่อในสถานศึกษาของตนเองได้ โดยกระทรวงศึกษาธิการจะรับประเด็นนี้ไปพิจารณา

นอกจากนี้ ครูผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้แสดงความกังวลใจเกี่ยวกับการที่ผู้บริหารสถานศึกษาหรือผู้บังคับบัญชาอาจจะไม่สนับสนุนให้เข้ารับการอบรม เพราะการอบรมต้องใช้เวลานานหลายสัปดาห์อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานที่โรงเรียนต้นสังกัดได้ โดยกระทรวงศึกษาธิการขอยืนยันว่าเหตุการณ์ในลักษณะนี้จะต้องไม่เกิดขึ้น เพราะการยกระดับภาษาอังกฤษถือเป็นเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมาก เราต้องร่วมมือกันเพื่อดำเนินการให้การยกระดับภาษาอังกฤษเกิดขึ้นจริง

ในส่วนของการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในสถานศึกษานั้น  กระทรวงศึกษาธิการจะเปิดพื้นที่ให้ครูสอนภาษาอังกฤษ และสนับสนุนให้ครูและบุคลากรทางการศึกษามีชั่วโมงที่จะใช้สอนภาษาอังกฤษ ด้วยการเพิ่มจำนวนชั่วโมงสอนภาษาต่างประเทศที่ส่วนมากคือภาษาอังกฤษ จากสัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง เป็นวันละ 1 ชั่วโมง แต่เนื่องจากครูภาษาอังกฤษยังไม่เพียงพอ จึงเปิดโอกาสให้นำวิชาอื่นมาสอนเป็นภาษาอังกฤษด้วย เช่น วิชาพลศึกษา สุขศึกษา สังคมศึกษา เป็นต้น โดยเป็นการสอนภาษาอังกฤษแบบง่าย ๆ หรือจะใช้ภาษาไทยปนภาษาอังกฤษก็ได้ แต่ขอให้ได้สอนภาษาอังกฤษ เพื่อทำให้ภาษาอังกฤษมีความจำเป็นและได้รับการยอมรับ

การดำเนินการในขั้นต่อไป คือ การนำข้อมูลที่ได้รับรายงานในวันนี้ ไปขยายผลด้วยการจัด Boot Camp ในภูมิภาค โดย Boot Camp แบบเข้มข้นนี้จะเป็นตัวอย่างหรือรูปแบบที่ดีที่การอบรมในรูปแบบอื่นสามารถนำไปปรับใช้ได้ เพราะการจัด Boot Camp ในลักษณะแบบนี้ได้ จะต้องใช้ศักยภาพทั้งทางด้านการเงิน และความร่วมมือด้านบุคลากรทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เมื่อไม่พร้อมที่จะทำแบบนี้ก็ทำการฝึกอบรมที่เข้มข้นน้อยลงไปได้ เช่น อาจจะมีการฝึกอบรมที่จัดขึ้นในช่วงวันเสาร์และอาทิตย์บ้าง ซึ่งเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งจะดำเนินการเจรจาขอให้วิทยากรชาวต่างชาติเหล่านี้ติดตามผู้เข้ารับการอบรมเพื่อประเมินผล เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับงบประมาณด้วย

สำหรับระยะเวลาของการฝึกอบรมในครั้งต่อไป กระทรวงศึกษาธิการจะนำไปพิจารณา ซึ่งอาจจะใช้เวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์ในการอบรมแบบเข้ม จากนั้นจะให้ผู้ฝึกอบรมหรือครูฝรั่งติดตามไปดูครูไทยทำการสอนจริง ครูฝรั่งก็บอกว่าทำไมคนไทยไม่ทำเอง ในขณะที่คนไทยก็บอกว่าหากทำเองเพื่อน ๆ จะไม่เชื่อถือ เพราะคนไทยด้วยกันเองไม่ค่อยเชื่อว่าคนไทยเก่ง ซึ่งนั่นไม่ใช่ข้ออ้าง แต่ต้องให้คนที่มีความสามารถได้รับโอกาส ในช่วงแรกหากเรื่องใดที่เราทำไม่ได้เราก็พึ่งฝรั่งและเทคโนโลยี แต่หากเรื่องใดที่คนไทยทำได้ เราก็ดำเนินการเองได้

รมช.ศึกษาธิการ ได้ตอบข้อซักถามสื่อมวลชนเพิ่มเติมในประเด็นความจำเป็นที่จะต้องมีการเดินทางไปต่างประเทศด้วยหรือไม่ในระหว่างการอบรมครั้งต่อไปว่า สามารถดำเนินการได้หากมีงบประมาณ ซึ่งอาจเดินทางไปในประเทศใกล้เคียง เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ อินเดีย ฟิลิปปินส์ ฯลฯ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้ารับการอบรมได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษและสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้ เพราะการอบรมในประเทศไทยเมื่ออบรมแล้วในช่วงเย็นที่มีกิจกรรมทางสังคม (Social Program) จะยังดูไม่ธรรมชาติ เพราะเหมือนต้องบังคับหรือสร้างสถานการณ์ขึ้นมา แต่หากเราไปอบรมในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ ครูก็สามารถใช้ภาษาอังกฤษในสถานการณ์จริงได้ ยกตัวอย่างเช่น ตอนกลางวันสอนเรื่องการซื้อของ ในช่วงเย็นเมื่อออกไปนอกสถานที่อบรมก็สามารถใช้ภาษาอังกฤษในการซื้อของได้จริง ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการจะนำประเด็นดังกล่าวไปพิจารณาต่อไป

ทั้งนี้ รมช.ศึกษาธิการ ได้กล่าวถึงข้อสงสัยว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ที่การอบรมครูเพียง 6 สัปดาห์จะทำให้ครูเก่งขึ้น โดยกล่าวว่า ความเป็นจริงครูที่มาอบรมนั้นเก่งอยู่แล้ว หากไม่ดำเนินการเช่นนี้ ประเทศก็จะไม่มีอนาคต เพราะอย่างน้อยการอบรมครั้งนี้ทำให้เราได้ครูไทยที่จะมาช่วยอบรมครูรุ่นต่อไปในอนาคต

กล่าวย้ำด้วยว่า สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่ไม่ควรละเลย คือ การให้ความสำคัญกับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้เข้ารับการอบรม เพราะฉะนั้นวันนี้ก็มาให้กำลังใจและขอบคุณที่อุทิศตนมาเข้าร่วม Boot Camp ในครั้งนี้ โดยถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของประเทศ และทำให้ได้เรียนรู้ว่าประเทศรอบข้างก็ดำเนินการในลักษณะเดียวกัน เท่าที่ดูประเทศไทยก็ทำได้ดีไม่แพ้ประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าเรากำลังไปในทิศทางที่ถูกต้อง และรัฐบาลก็ให้สนับสนุนอีกด้วย

Advertisements