“มหกรรมภาพแห่งความสำเร็จ โรงเรียนไทยรัฐวิทยา ภาคกลาง-ภาคตะวันออก” ปีการศึกษา 2558

พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “มหกรรมภาพแห่งความสำเร็จ โรงเรียนไทยรัฐวิทยา ภาคกลาง-ภาคตะวันออก” ปีการศึกษา 2558 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 10 มีนาคม 2559 โดยมีนายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, นายสมยศ ศิริบรรณ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร, นายมานิจ สุขสมจิตร กรรมการบริหารมูลนิธิไทยรัฐและบรรณาธิการอาวุโสหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ รวมทั้งคณะกรรมการบริหารมูลนิธิไทยรัฐ ผู้อำนวยการ ครู และนักเรียนโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ให้การต้อนรับและร่วมงาน

นายมานิจ สุขสมจิตร กล่าวถึงการจัดงานในครั้งนี้ว่า โรงเรียนไทยรัฐวิทยาทั้ง 101 โรงเรียนทั่วประเทศได้ดำเนินการจัดการศึกษาด้วยความร่วมมือย่างใกล้ชิด ระหว่างมูลนิธิไทยรัฐ และผู้ทรงคุณวุฒิจากสำนักติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยได้ร่วมกันกำหนดแผนยุทธศาสตร์โรงเรียนไทยรัฐวิทยา ฉบับที่ 3 (ปีการศึกษา 2555-2558) ซึ่งมีพันธกิจที่สำคัญในด้านการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ของครูและนักเรียน และด้านการส่งเสริมเอกลักษณ์โรงเรียนไทยรัฐวิทยา

นอกจากนี้ ยังได้ให้ความสำคัญกับการอบรมสั่งสอนนักเรียนให้เป็นคนดีและมีความรู้ จึงได้เพิ่มหลักสูตรการเรียนรู้ 2 หลักสูตร คือ 1) สื่อมวลชนศึกษา เพื่อให้เด็กรู้เท่าทันสื่อแบบง่ายๆ และนำความรู้จากสื่อมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการศึกษา 2) หลักสูตรสร้างความเป็นพลเมือง เพื่อให้คนไทยในอนาคตเป็นคนมีระเบียบ มีวินัย เคารพกฎหมาย มีจิตสาธารณะ กตัญญูรู้คุณ เคารพสิทธิของผู้อื่น รู้จักหน้าที่ของตนเอง มีความซื่อสัตย์สุจริต และรู้จักรับผิดชอบ

สำหรับการจัดงานครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-11 มีนาคม 2559 ที่โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 75เฉลิมพระเกียรติ เขตสายไหม กรุงเทพฯ โดยมีโรงเรียนไทยรัฐวิทยาจากพื้นที่ภาคกลาง-ภาคตะวันออก เข้าร่วมรวมทั้งสิ้น 31 โรงเรียน ประกอบด้วยโรงเรียนไทยรัฐวิทยากลุ่มลุ่มเจ้าพระยา 8 โรงเรียน โรงเรียนไทยรัฐวิทยากลุ่มเจ้าพระยาป่าสัก 7 โรงเรียน โรงเรียนไทยรัฐวิทยากลุ่มไทยรัฐบูรพา 9 โรงเรียน และโรงเรียนไทยรัฐวิทยากลุ่มเพชรแม่กลอง 7 โรงเรียน

โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อนำเสนอผลงานทางวิชาการของคณะครูและนักเรียน ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เพื่อเผยแพร่ผลงานที่เกิดจากการเรียนการสอนสู่สาธารณะให้เกิดประโยชน์ต่อวงการศึกษา เพื่อสร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อกันระหว่างผู้บริหาร คณะครู นักเรียน และชุมชนในโรงเรียนไทยรัฐวิทยา

กิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วยกิจกรรมแสดงผลงานครูและนักเรียนโรงเรียนไทยรัฐวิทยาภาคกลาง-ภาคตะวันออก โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) กรุงเทพมหานคร และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.), กิจกรรมแข่งขันทักษะทางวิชาการ, กิจกรรมแสดงความสามารถด้านดนตรีและนาฏศิลป์

thairath3

มว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า การจัดมหกรรมภาพความสำเร็จโรงเรียนไทยรัฐวิทยาในครั้งนี้ มีกิจกรรมการแข่งขันทักษะทางวิชาการ ดนตรี ศิลปะในหลากหลายวิชา และครอบคลุมทักษะด้านต่างๆ ซึ่งถือเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียน ครู และผู้อำนวยการโรงเรียน ได้มีการวางแผนและเตรียมตัวเพื่อนำเสนอและแสดงออกถึงความเชี่ยวชาญหรือผลงานให้เป็นที่ประจักษ์แก่โรงเรียนอื่น ดังนั้น จึงขอให้มีการพัฒนารูปแบบการแข่งขันขั้นสูงขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อพัฒนาเด็กให้เต็มตามศักยภาพและมีความเก่งเพิ่มขึ้น ส่วนในเรื่องของการตัดสินการแข่งขัน จะต้องมีความชัดเจนในคำตัดสินและมีคำอธิบายหรือข้อเสนอแนะให้แก่เด็กๆ ได้นำไปพัฒนาปรับปรุง เพื่อให้เกิดความเข้าใจระหว่างกันและสามารถพัฒนาได้อย่างถูกทิศทาง

การดำเนินงานของโรงเรียนไทยรัฐวิทยา เป็นความร่วมมือของมูลนิธิไทยรัฐ กับ สพฐ. ซึ่งมีความสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ได้ตั้งคณะทำงานภาครัฐและเอกชนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ (Public-Private Steering Committee) หรือ “ประชารัฐ” เพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ภาคประชาสังคม กับภาครัฐ อย่างเป็นระบบ มีการหารือและวางแผนการทำงานสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศของรัฐบาล พร้อมทั้งมีการรวบรวมงบประมาณจากภาคเอกชนและรัฐ เพื่อสนับสนุนการทำงานร่วมกัน โดยในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการได้ร่วมกับภาคเอกชนขับเคลื่อนงานใน 2 ส่วน คือ

1) ด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ (E11) โดยมีนายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นหัวหน้าทีมภาคเอกชน และมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นหัวหน้าทีมภาครัฐ
2) ด้านการยกระดับคุณภาพวิชาชีพ (E4) โดยมีนายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือเอสซีจี เป็นหัวหน้าทีมภาคเอกชน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นหัวหน้าทีมภาครัฐ

ดังนั้น ถือได้ว่าการดำเนินงานของโรงเรียนไทยรัฐวิทยา เป็นโมเดลที่ดี สามารถนำมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์กับการดำเนินงานนโยบายประชารัฐ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการพร้อมให้การสนับสนุน “ประชารัฐ” ร่วมกับไทยรัฐ รวมทั้งผู้บริหาร ครู นักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน เพื่อจัดการเรียนการสอน ส่งเสริมพัฒนา ให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้อย่างหลากหลาย

จึงขอขอบคุณผู้ก่อตั้งมูลนิธิไทยรัฐ ซึ่งเป็นผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและเปิดโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็ก ดังคำกล่าวของท่านที่ว่า “ผมเรียนมาน้อย เมื่อลืมตาอ้าปากได้ จึงอยากให้การศึกษากับเด็กที่มีโอกาสน้อยกว่าคนอื่นๆ”พร้อมทั้งขอบคุณคณะกรรมการบริหารมูลนิธิไทยรัฐทุกคน ที่มีความมุ่งมั่นและจริงใจในการดำเนินงานสืบต่อเจตนารมณ์ของการก่อตั้งโรงเรียนอย่างต่อเนื่องยาวนาน

thairath2

ภายหลัง รมว.ศึกษาธิการ ได้เยี่ยมชมนิทรรศการผลงาน ได้ประชุมรับฟังความคิดเห็นและตอบข้อซักถามของผู้บริหารโรงเรียนไทยรัฐวิทยา และโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร จำนวน 60 คน โดยสรุป ดังนี้

  • การปฏิรูปการศึกษา  ภายในระยะเวลา Roadmap ของรัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการเร่งดำเนินการตามยุทธศาสตร์ที่เป็นจุดเน้น 6 ด้าน 33 ปัญหา 65 โครงการให้แล้วเสร็จ โดยในบางเรื่องหากจำเป็นจะต้องใช้อำนาจพิเศษ (มาตรา 44) ก็ต้องทำ เพราะไม่สามารถแก้ไขกฎหมายได้ทัน ซึ่งสิ่งที่เป็นจุดเน้น 6 ด้าน ที่ดำเนินการก้าวหน้าไปมาก ประกอบด้วยการปฏิรูปหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้, ครู, การผลิตกำลังคน และงานวิจัยที่ตรงกับความต้องการของประเทศ, การทดสอบ การประเมิน การประกันคุณภาพและการพัฒนามาตรฐานการศึกษา, ICT เพื่อการศึกษา และการบริหารจัดการ
  • การผลิตครูให้เก่งและดี  กระทรวงศึกษาธิการจะผลิตและพัฒนาครูให้เป็นทั้งครูที่ดีและครูที่เก่ง ซึ่งก็สอดคล้องกับคำกล่าวของท่านกำพล วัชรพล ที่ว่า “Teachers are the person who change the students”หมายถึงครูจะเป็นผู้ที่ปั้นเด็ก ครูสอนหรือปั้นเด็กอย่างไร เด็กก็จะออกมาเป็นรูปร่างรูปทรงเช่นนั้น โดยการสอนของครูที่โรงเรียนไทยรัฐวิทยามีสิ่งหนึ่งที่ตรงใจมาก คือการจะสอนหรือสั่งให้เด็กทำสิ่งใด ครูจะสมมุติตัวเองเป็นเด็กก่อน เป็นการเอาใจเขามาใส่ใจเรา ทำให้เด็กมีความสุขในการเรียน จึงขอแนะนำว่าในส่วนของผู้อำนวยการโรงเรียนก็เช่นเดียวกัน หากต้องการให้ครูทำอะไรหรือจะบอกอะไรกับครู ควรถามตัวเองก่อนว่าหากเราเป็นเขา เราจะทำเช่นไร รวมไปถึงการออกนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ส่วนตัวให้ความสำคัญในการรับฟังความคิดเห็นเป็นอย่างมากก่อนที่จะประกาศเรื่องใดๆ เป็นนโยบายออกไป
  • โครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น (โครงการคุรุทายาท)  เป็นนโยบายสำคัญต่อระบบการผลิตครูที่เก่งและดี ขณะนี้ได้นำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้ว ซึ่งทราบว่านักเรียนที่เรียนอยู่ชั้น ม.6 กำลังเฝ้ารอที่จะเข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก เพราะนอกจากจะเป็นโครงการที่ช่วยผลิตครูในระยะเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนครูแล้ว การให้สิทธิ์นักเรียนผู้สมัครได้เรียนในคณะครุศาสตร์โดยไม่ต้องสอบ และมีตำแหน่งรองรับในภูมิลำเนาของตนเอง ยิ่งเป็นแรงจูงใจที่จะให้เด็กเก่งและดีเข้ามาเป็นครูมากขึ้น
  • การแก้ปัญหาขาดแคลนครู  กระทรวงศึกษาธิการ กำลังดำเนินการแก้ไขปัญหาใน 2 ส่วน คือ 1) การศึกษาแนวทางการเกลี่ยครูให้ตรงกับความต้องการ ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ พร้อมทั้งจะพิจารณาถึงหลักเกณฑ์การโยกย้ายครูหรือผู้บริหารที่มีความเหมาะสมต่อการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนแต่ละประเภทด้วย 2) ในส่วนของเจ้าหน้าที่ธุรการและนักการภารโรง ที่ สพฐ.ยังไม่สามารถจัดสรรให้อย่างเพียงพอนั้น ต้องยอมรับว่าการจะจ้างครูธุรการให้ครบทุกโรงเรียนนั้นเป็นการเพิ่มงบประมาณ เพราะขณะนี้งบประมาณของ สพฐ. ส่วนใหญ่ก็เป็นงบบุคลากร ประกอบกับนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวงศึกษาธิการหามาตรการควบคุมงบประมาณเกี่ยวกับเงินวิทยฐานะที่เพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะในปีงบประมาณ 2560 มีจำนวนสูงถึง 21,000 ล้านบาท ขณะนี้ได้มอบให้ สพฐ.พิจารณาในเรื่องนี้แล้ว
  • การแก้ไขปัญหาผู้อำนวยการสถานศึกษาอนุมัติตัวเองลาและการเดินทางไปราชการ  ในเรื่องนี้มีความจำเป็นที่ต้องดำเนินการ เพราะกระทรวงศึกษาธิการเป็นหน่วยงานเดียวในโลกที่ผู้อำนวยการโรงเรียนสามารถอนุมัติการลาของตัวเองในการลาและเดินทางไปราชการ ขณะนี้จึงได้แก้ไขโดยให้ขออนุญาตจากผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาด้วยทุกครั้ง แม้จะต้องลาถี่เพียงใดก็ไม่ต้องกังวล เพราะหากมีเหตุผลความจำเป็นจริง ผู้บังคับบัญชาจำเป็นต้องอนุญาตอยู่แล้ว
  • การปรับปรุงระบบโครงสร้างการบริหารงานของกระทรวงศึกษาธิการ  ขณะนี้จะยังไม่มีการปรับใหญ่และยังคง 5 องค์กรหลักไว้เช่นเดิม แต่กำลังดำเนินการปรับปรุงในบางส่วนเท่านั้น เช่น อยู่ระหว่างการออกแบบกรมวิชาการ เป็นต้น
  • การปรับปรุงโครงสร้างหลักสูตรของ สพฐ.  กรอบการปรับเปลี่ยนโครงสร้างหลักสูตร ขอให้คำนึงถึงความจำเป็นในการเรียนแต่ละกลุ่มสาระของเด็กแต่ละช่วงวัย เช่น นักเรียนช่วงชั้นที่ 1 (ป.1-3) ควรจะลดกลุ่มสาระใดหรือไม่ ซึ่งก็มีแนวโน้มว่าจะต้องลดลง และให้จัดหรือปรับวิธีการเรียนรู้แบบอื่นๆ เข้ามาแทน
  • การเร่งจัดสรรครูทดแทนอัตราเกษียณอายุราชการ  ได้มอบหมายให้เลขาธิการ กพฐ. เร่งจัดอัตราครูทดแทนตำแหน่งเกษียณให้รวดเร็วมากขึ้น เนื่องจากยุคนี้เป็นการดำเนินงานของคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ยุคใหม่ โดยได้ย้ำนโยบายไปแล้วว่าให้เร่งแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยเร็วที่สุด
  • การจัดระบบการได้มาของกรรมการในคณะบุคคลต่างๆ  ให้มีความโปร่งใส ลดการทุจริตคอร์รัปชัน เพราะที่ผ่านมามีเสียงสะท้อนจากหลายฝ่ายบอกว่า ยังมีบางส่วนเข้ามาเป็นกรรมการโดยเน้นพรรคเน้นพวก และมีการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการกำลังศึกษาข้อมูลและแนวทางการกระจายอำนาจ เพื่อปรับปรุงให้มีความเหมาะสม เพราะสิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับปรุงแก้ไขการได้มาของคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาประจำเขตพื้นที่การศึกษา (อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา) ที่มีข้อสังเกตในหลายส่วน เช่น การแต่งตั้งบุคคลข้ามเขต ทำให้ได้ผู้ที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับบริบทของพื้นที่นั้น อาจส่งผลกระทบต่อการบริหารงาน หรือการพิจารณาลงโทษทางวินัย ก็มีการช่วยเหลือกันระหว่างพวกพ้อง ทำให้ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขอย่างแท้จริง เป็นต้น
  • การจัดการเรียนการสอนต้องสอดคล้องกับการทดสอบระดับชาติ  ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการได้หารือกับสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติฯ (สทศ.) เพื่อขอให้มีการเปิดเผยและเฉลยข้อสอบการทดสอบ O-NET และ GAT/PAT เพื่อให้นักเรียนได้รับรู้และนำไปฝึกฝน ส่วนครูก็จะได้มีแนวทางในการจัดการเรียนการสอนแบบใหม่ที่เน้นการคิดวิเคราะห์มากขึ้น รวมทั้งในส่วนของ สทศ. ก็สามารถพัฒนาปรับปรุงข้อสอบได้อยู่ตลอดเวลา เพื่อให้มีคลังข้อสอบเพิ่มขึ้น รวมทั้งจะได้นำไปวิเคราะห์ถึงความยากง่ายในการออกข้อสอบต่างๆต่อไปด้วย
  • การจัดกิจกรรมลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ให้กับนักเรียนในห้องเรียนที่มีความเก่งเป็นพิเศษ  (ห้องคิง)จากการรับฟังความคิดเห็นของนักเรียนในห้องเรียนที่มีความเก่งพิเศษ พบว่าส่วนใหญ่ต้องการพัฒนาทักษะชีวิตด้านอื่นๆ คือ 4H (Head-Heart-Hand-Health) เช่นเดียวกัน จึงขอให้โรงเรียนปรับรูปแบบวิธีการการจัดกิจกรรมลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กเก่งได้เข้าร่วมกิจกรรมตามความต้องการและสนใจเพิ่มมากขึ้น
  • การก่อสร้างและซ่อมแซมบ้านพักครู   ขณะนี้ สพฐ.ได้เริ่มดำเนินการซ่อมแซมบ้านพักครูไปแล้ว และในปีนี้ได้บริหารงบประมาณเหลือจ่ายไว้เตรียมซ่อมแซมบ้านพักครูอีกจำนวน 200 ล้านบาท ในส่วนของการสร้างบ้านพักครูใหม่นั้น ขอให้เน้นการก่อสร้างในพื้นที่ที่มีความเหมาะสม เช่น พื้นที่ห่างไกลในถิ่นทุรกันดาร
  • เร่งรัดการโอนเงินค่าอาหารกลางวันให้กับโรงเรียน  จากการที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จัดสรรเงินค่าอาหารกลางวันมาให้โรงเรียนต่างๆ ล่าช้ากว่ากำหนด ทำให้โรงเรียนต้องบริหารจัดการค่าใช้จ่ายส่วนอื่นมาดำเนินการไปก่อนนั้น ขณะนี้ได้มอบให้ สพฐ. รวบรวมข้อมูลและจัดทำบัญชีสรุปการรับเงินค่าอาหารกลางวันของโรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อจะได้นำไปหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งกำกับดูแล อปท. โดยตรงต่อไป
  • แนวทางการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก  จากการตรวจเยี่ยมโรงเรียนขนาดเล็กที่จังหวัดราชบุรี พบว่าแม้จะเป็นโรงเรียนที่มีนักเรียนเพียง 19 คน ครู 4 คน แต่ก็สามารถจัดการศึกษาด้วย DLTV ได้เป็นอย่างดี เพราะมีองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เข้าไปดูแล และขณะนี้ได้รับข้อสั่งการจากนายกรัฐมนตรีว่าในอนาคตควรมีการปรับปรุงโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ในเมืองหรือในพื้นที่เดียวกัน ให้มีโรงเรียนใกล้เคียงในระยะห่างกันประมาณ 3-5 กิโลเมตร โดยกระทรวงศึกษาธิการจะเตรียมศึกษารูปแบบการบริหารจัดการและการพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กที่จะต้องได้รับการยอมรับจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และชุมชนด้วย
  • thairath1
  • ที่มา http://www.moe.go.th
Advertisements